นวัตกรรมการกู้เงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบ Peer To Peer Lending หรือ P2P กำลังมาแรงแสงทางโค้งในต่างประเทศ เพราะนอกจากจะให้ประโยชน์ทั้งผู้กู้และผู้ปล่อยกู้แล้ว ยังมีส่วนช่วยทำให้ตลาดเงินทุนในประเทศไทยขยายตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง ผู้ปล่อยกู้หรือนายทุนกัน ว่าหากสนใจร่วมลงทุนในธุรกิจประเภทนี้แล้ว มีเงื่อนไขอย่างไรบ้างและจะได้รับผลประโยชน์อย่างไร

เงื่อนไขของผู้ปล่อยกู้หรือนายทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป ประกอบไปด้วย 1. ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้วไม่เกิน 15% ตามที่กฎหมายกำหนด  2. ผู้กู้รายย่อยให้กู้ได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ส่วนผู้กู้รายใหญ่ประเภท High Net Worth ไม่จำกัดวงเงินให้กู้  3. กำหนดระยะเวลาให้กู้ด้วยตนเอง  4. ยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง  5. เมื่อเกิดหนี้เสีย สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ปกติ

กูรูหลายท่านได้ให้ความเห็นว่า หัวใจสำคัญของการกู้เงินแบบ Peer To Peer มีอยู่ 3 อย่าง คือ ความโปร่งใส ความปลอดภัย และการกระจายความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด ในแง่ของลูกค้าที่เป็นผู้กู้ ความโปร่งใสและความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ แต่ในแง่ของลูกค้าที่เป็นนักลงทุนหรือผู้ปล่อยกู้ การกระจายความเสี่ยงถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด เพราะอย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า การลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยง ยิ่งใช้เงินในการลงทุนมากเท่าไร ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็มีมากตามมา หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ การปล่อยกู้ให้คนจำนวน 100 คน ย่อมเกิดความเสี่ยงที่ลูกหนี้จะเบี้ยวไม่จ่ายและเกิดความเสียหายน้อยกว่า ปล่อยกู้ให้คนจำนวน 10 คน ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงให้ได้มากที่สุดจะทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดตามมาด้วย

ในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อประเทศไทยเปิดรับธุรกิจประเภท Peer To Peer ระหว่างบุคคลต่อบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราคงได้เห็นอีกระดับของการกู้เงินที่ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงศักยภาพของนักลงทุนในการกระจายความเสี่ยงเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับตลาดเงินทุนในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตยิ่งขึ้นและก้าวสู่ความเป็นสากลในอีกระดับหนึ่งด้วย